ประวัติของคณะฯ

วันที่ 1 ตุลาคม 2546 คณะอนุกรรมการสถาบันประจำมหาวิทยาลัย
(อ.ก.ม.) เห็นชอบให้จัดตั้ง คณะใหม่ คือคณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ (ชื่อเดิมของคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร) โดยแยกออกจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เดิม

คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • Address:99 หมู่ 9 ต.ท่าโพธิ์ อ.เมือง
    จ.พิษณุโลก 65000
  • Phone:055964949
  • Email: info_bec@nu.ac.th

สารจากคณบดี



          เกือบ 10 ปี ที่คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร ได้แยกการบริหารจัดการที่เป็นอิสระจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2546 เป็นต้นมานั้น ทำให้คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสารมีพัฒนาการและเติบโตเรื่อยมา
          ปัจจุบันคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร มีจำนวนบุคคลากรสายวิชาการเพิ่มขึ้นจาก 54 คน ในปีพ.ศ. 2546 เป็น 78 คน ในปี พ.ศ. 2555 ในจำนวนนี้เป็นบุคคลากรที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอกจากสถานการศึกษาชั้นนำของโลก เช่น จากประเทศออสเตรเลีย ประเทศอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอังกฤษ และประเทศไทย เป็นต้น จำนวนบุคคลากรสายวิชาการที่จบจากการศึกษาระดับปริญญาเอกมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 4 คน ปี 2546 เป็น 21 คนในปี 2555
          นอกจากนี้ คณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสารได้เติมโตในทุก ๆ ส่วน พิจารณาจากงบประมาณที่เพิ่มขึ้น จาก 44.3 ล้านบาทในปี 2546 เป็น 58.5 ล้านบาทในปี 2555 จำนวนนิสิตเพิ่มขึ้นจาก 2641 คนในปีการศึกษา 2547 เป็น 3424 คนในปี 2554 จำนวนหลักสูตรในระดับปริญญาโทเอก เพิ่มขึ้น จาก 2 หลักสูตร ในปี 2546 เป็น 6 หลักสูตร ในปี 2555 และจำนวนนิสิตที่ได้รับรางวัลระดับประเทศมากขึ้น ได้รับการจดสิทธิบัตรเพิ่มขึ้น
          ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ที่จะสร้างศักยภาพของบัณฑิตในคณะให้ถึงพร้อมด้วยคุณภาพสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาสังคมและประเทศชาติได้ ตลอดจนมีเจตนารมย์ที่จะเป็นศูนย์กลางทางวิชาการ แหล่งค้นคว้าวิจัย รวมทั้งการบริหารวิชาการและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่ออำนวยประโยชน์แก่สังคม เพื่อที่จะนำพาคณะไปสู่คณะแห่งการบริหารจัดการชั้นนำระดับแนวหน้าของประเทศให้ได้คณะจึงได้ดำเนินกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ และพันธกิจที่ได้กำหนดไว้ 5 ด้านคือด้านงานวิชาการได้มีการปรับปรุงหลักสูตรทุกหลักสูตรในระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโทให้เป็นไปตามเกณฑ์TQFทุกหลักสูตรเน้นการเปิดหลักสูตรทุกหลักสูตรในระดับปริญญาโทและเอกเพิ่มขึ้น เช่น ปี 2555 มีการเปิดหลักสูตรระดับปริญญาเอก ท่องเที่ยว เพิ่มอีก 1 หลักสูตร จากที่มีอยู่เดิม 2 หลักสูตรคือ หลักสูตร DBA และนิเทศศาสตร์ นิสิตได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยได้รางวัลระดับชาติมากขึ้น เช่น รองชนะเลิศอันดับที่ 1 ในการแข่งขัน TK MOS Thailand Olympic 2010 ประเภท โปรแกรม Microsoft Word ด้านการสร้างเครือข่ายกับภายนอก และศิษย์เก่า หลักสูตรระดับปริญญาโท เอก ทุกหลักสูตร มีการนำนิสิตไปศึกษาดูงานทั้งในและนอกประเทศเพื่อให้มีประสบการณ์ในวิชาชีพมากขึ้น ด้านการให้บริการแก่ชุมชน ด้านงานวิจัยเน้นการทำวิจัยสู่ท้องถิ่น ด้านบุคคลากรพัฒนาบุคคลากรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการพัฒนาคณะในอนาคตนั้น ควรมีทิศทาง หลักดังนี้
1. ปรับโฉมใหม่ของคณะให้มีภาพลักษณ์และเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ทำการ Rebranding คณะใหม่ เช่น ชื่อคณะ การแบ่งภาควิชาที่สังกัด เป็นต้น และปรับโครงสร้างหน่วยงานของคณะให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
2. เพิ่มการผลิตบัณฑิตเพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซี่ยน ทำการเพิ่มการสร้างหลักสูตรระดับนานาชาติมากขึ้น เช่น หลักสูตรธุรกิจเอเซีย หลักสูตรคอมธุรกิจนานาชาติ หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตหลักสูตรนานาชาติ และจัดอบรมเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับนิสิตและบุคคลากรเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน
3. เพิ่มการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น ทำการแลกเปลี่ยนอาจารย์และนิสิตระดับปริญญาโทและเอก กับมหาวิทยาลัยในอาเซียน เช่น อินโดนีเซีย มาเลย์เซีย มีการลงนามความร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ มีการเปิดหลักสูตรร่วมกับต่างประเทศ และมีการสร้างเครือข่ายกับมหาวิทยาลัยในภูมิภาคมากขึ้น เช่น มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นต้น
4. ยกระดับงานวิชาการให้มีคุณภาพมากขึ้น พัฒนาระบบการฝึกประสบการวิชาชีพและสหกิจให้มีมาตรฐานและให้นิสิตมีโอกาสได้งานทำหลังจากฝึกงานได้มากขึ้น ยกระดับมาตรฐานการใช้ภาษาอังกฤษให้กับนิสิตและอาจารย์ในทุกหลักสูตรให้สูงขึ้น ปรับหลักสูตรให้มีความทันสมัยและเป็นที่ต้องการของสังคม โดยมีจุดเน้นของหลักสูตรที่ชัดเจนและมีการสร้างความร่วมมือและเครือข่ายกับสถานศึกษาอื่น ๆ โดยเฉพาะในภูมิภาคใกล้เคียง เช่น ม.เชียงใหม่มีการทำหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาเอกเศรษฐศาสตร์ ร่วมกัน
5. เพิ่มงานวิจัยให้กับอาจารย์มากขึ้น อาจารย์ทุกคนต้องมีงานวิจัย งานวิจัยนั้นเน้นไปที่การวิจัยสู่ชุมชนในศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ทางด้านนิเทศศาสตร์ ได้แก่ เรื่องความต้องการทางการสื่อสารบนเส้นทางระเบียบเศรษฐกิจตอ.-ตต. ส่วนที่ผ่านภาคเหนือตอนล่าง และทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ระบบแรงจูงใจที่สนับสนุนให้แพทย์ทำงานในระบบการให้บริการสุขภาพภาครัฐในพื้นที่เขตเมืองและชนบท
6. เพิ่มงานด้านบริการวิชาการให้มากขึ้น เพิ่มการให้บริการวิชาการกับสังคมมากขึ้น โดยมุ่งเน้นที่ปัญหาที่เกิดขึ้น ในท้องถิ่น โดยขยายการประสานไปยังกระทวง กรม อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น อุตสาหกรรม พณิชยกรรม มากขึ้น เช่น ในปี 2555 มีโครงการจัดทำมาตรฐานสินค้และบริการให้กับผู้ผลิตทั้งภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มของการแข่งขัน ให้กับผู้ประกอบการ จัดอบรมเถ้าแก่น้อย ให้กับนิสิตที่มีโครงการและต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจเอง โครงการผักปลอดสารพิษ และจัดโครงการเส้นทางทัวร์สุขภาพเป็นต้น ส่วนปี 2556 มีการจัดอบรม e commerch ให้กับผู้ประกอบการ เป็นต้น
7. ใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการ ใช้ในระบบห้องอ่านหนังสือ เป็นระบบ digital livrary ใช้ในการเผยแพร่ วารสาร MIS ทาง online ในการเผยแพร่ งานประชาสัมพันธ์ของคณะ ผ่านทางวารสารความรู้คู่สังคมและ e new letter ใช้ในการเข้าถึงข้อมูลที่เป็น data base ที่สำคัญของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้ผู้บริหารได้ใช้ในการตัดสินใจได้ ใช้ในการปฏิบัติงานเช่น การจองห้อง online ใช้ในการผลิตสื่อการสอน ให้กับอาจารย์
8. พัฒนาบุคคลากร พัฒนาอาจารย์ให้มีคุณวุฒิเพิ่มขึ้น มีตำแหน่งทางวิชาการสูงขึ้น พัฒนาบุคคลากรให้มีทักษะและความสามารถสูงขึ้น



รองศาสตราจารย์ ดร.สุจินดา เจียมศรีพงษ์
คณบดีคณะบริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์และการสื่อสาร